มานพหนุ่มผู้ได้ผ้าทิพย์จากต้นกัลปพฤกษ์ ตอนที่ 2

 ทานบารมีเป็นความดีที่ทำได้ง่าย เพียงแต่บุคคลตัดความตระหนี่ออกจากใจ แล้วแบ่งปันสิ่งที่ตนมีนั้นให้แก่บุคคลอื่น เท่านี้บุญก็จะเกิดขึ้นแล้ว..

 หากมีคำถามว่า...


“แล้วเราจะให้ทานแก่ใคร จึงจะได้บุญมาก”
คำตอบก็คือ “ให้แก่...ผู้มีศีล ผู้เข้าถึงธรรมะภายใน”
“แล้วให้ตอนไหน”
“ก็ต้องให้ตอนที่ท่านต้องการ”

  ในฤดูกาลทอดกฐิน ซึ่งมีระยะเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งเดือนหลังจากพระภิกษุออกพรรษาแล้ว เป็นเวลาที่ท่านต้องการให้ผู้มีบุญทั้งหลายมาทอดกฐินกัน เมื่อผู้รับกับผู้ให้ตรงกัน ย่อมเกิดบุญมหาศาล จึงขอเรียนเชิญท่านทั้งหลายมาทำบุญทอกกฐินกัน

  สำหรับเรื่องราวของมานพหนุ่ม ผู้มีบุญวาสนาได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้ถวายผ้าให้ท่านได้เย็บทำจีวรและได้ใช้สอยจีวรนั้น ในชาติดังกล่าว...  

  เมื่อมานพหนุ่มละโลกแล้วก็ได้ไปเกิด  ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นเมื่อกลับมาเกิดในโลกมนุษย์ บุญเก่าก็ยังตามมาส่งผลให้ได้เกิดในตระกูลอำมาตย์ และเมื่อพระราชพระองค์ก่อนสวรรคตลง ราชรถก็มาเกยให้ได้เสวยราชสมบัติ

  อีกทั้งยังเป็นพระราชาที่ได้ต้นกัลปพฤกษ์ มีผ้าทิพย์เกิดขึ้นจากดอกกัลปพฤกษ์ ทำให้ประชาชนชาวกรุงพาราณสีได้รับความสุข และเพลิดเพลินจากการอาศัยต้นกัลปพฤกษ์นั้น

  เมื่อกาลล่วงมานาน วันหนึ่ง พระราชเทวีทรงพิจารณาดูสมบัติของพระราชาที่มีมากมาย แต่ไม่เห็นว่า พระองค์จะทรงสั่งสมบุญใหม่แต่ประการใด สักวันบุญนั้นก็ต้องมีวันหมดลงเป็นธรรมดา

 พระราชเทวีจึงทรงกราบทูลแก่พระราชาว่า “มหาสมบัติของพระองค์นี้ ที่พระองค์ทรงได้มาก็เป็นเพราะบุญเก่าแต่ชาติปางก่อน แต่บัดนี้พระองค์มิได้ทรงบำเพ็ญกุศลในปัจจุบันเลย”

  เมื่อทรงทราบความนั้นแล้ว พระเจ้านันทราชจึงตรัสว่า “ดูก่อนพระเทวี เราจะถวายทานแก่ใครเล่า ยุคสมัยนี้ไม่มีเนื้อนาบุญเลย”

  พระราชเทวีทรงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระสวามี ชมพูทวีปนั้นหาได้ว่างจากพระอรหันต์ไม่ ขอพระองค์ทรงรับสั่งให้จัดวัตถุทานไว้เถิด หม่อนฉันจะอาราธนาพระอรหันต์เอง”
  พระเจ้านันทราชทรงปลื้มพระทัย ตรัสสั่งให้อำมาตย์จัดเตรียมวัตถุทานที่จะถวายในวันรุ่งขึ้น

 ในเวลาเย็นวันนั้น...พระราชเทวีก็ได้เสด็จขึ้นไปบนปราสาท ทรงประทับนั่งหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วอธิษฐานจิตว่า
 “ถ้าพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีอยู่ในทิศนี้ พรุ่งนี้เช้า...ขอจงมารับภัตตาหารและวัตถุทานของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด”

 -แต่ในวันรุ่งขึ้น ไม่มีพระอรหันต์มารับทานนั้นเลย เจ้าหน้าที่จึงนำวัตถุทานแจกจ่ายแก่ชายเมืองทั้งหลายให้เป็นทานไป

 วันรุ่งขึ้นต่อมา พระราชเทวีก็ทรงให้จัดวัตถุทานเช่นเคย แต่เปลี่ยนมาเป็นทิศใต้ และเปลี่ยนมาเป็นทิศตะวันตก ก็ไม่มีเนื้อนาบุญมารับวัตถุทานนั้นเลย

 ในที่สุดจึงทรงรับสั่งให้มาจัดทางด้านทิศเหนือ ครั้งนั้น พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นประธานของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์

 ได้บอกข่าวการนิมนต์ของพระราชเทวีให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทราบ และขอให้รับนิมนต์ของพระนางด้วย




 ในวันรุ่งขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายจึงพากันเหาะมาลงที่ประตูเมืองทางด้านทิศเหนือ

 เพื่อมาเป็นเนื้อนาบุญ ชนทั้งหลายเมื่อเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพากันมามากมาย จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้านันทราชให้ทรงทราบ

 พระราชาและพระราชเทวีทรงโสมนัสและเสด็จออกมาถวายการต้อนรับ และอาราธนาให้เข้าไปในปราสาท จากนั้น ทั้งสองพระองค์ ก็ได้ถวายภัตตาหารและวัตถุทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย 

 หลังจากนั้นก็ทูลอาราธนาให้ไปพำนักในพระราชอุทยานของพระองค์ ซึ่งได้จัดกุฏิไว้ห้าร้อยหลัง

 ต่อมาภายหลัง พรมแดนของพระเจ้านันทราชมีข้าศึกมารุกราน พระองค์จึงตรัสกับพระราชเทวีว่า “เราจะไประงับศึกที่พรมแดน เธออย่าประมาทในการดูแลพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย”

 จากนั้น ก็ทรงเสด็จนำทัพ พระราชดำเนินออกจากพระนครไป

 ขณะที่พระเจ้านันทราชกำลังทรงปราบปรามข้าศึกอยู่นั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าก็สิ้นอายุสังขาร ได้ดับขันธปรินิพพานในท่ายืนพร้อมกันทั้งหมด

 วันรุ่งขึ้น พระราชเทวีได้จัดเตรียมภัตตาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่มีรูปใดมารับภัตตาหารของพระนางเลย พระนางจึงรับสั่งให้ราชบุรุษไปดู

 เมื่อราชบุรุษไปตรวจดูก็พบว่า...พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมดได้ปรินิพพานเสียแล้ว จึงกลับมากราบทูลพระราชเทวีว่า “บัดนี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายได้ปรินิพพานเสียแล้วพระเจ้าค่ะ”

 เมื่อพระราชเทวีทรงทราบข่าวการปรินิพพานของพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ทรงกันแสง ด้วยทรงเศร้าสลดว่า “บุคคลผู้มีอานุภาพสูงส่งถึงเพียงนี้ก็ยังต้องมาประสบกับอำนาจของมัจจุราช”

 -แล้วรับสั่งให้จัดพิธีถวายพระเพลิงสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ครั้นถวายพระเพลิงเรียบร้อยแล้วก็ทรงให้สร้างพระเจดีย์ แล้วทรงเก็บพระอัฐิธาตุไว้ในพระเจดีย์ ทรงทำการบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย

 ส่วนพระเจ้านันทราช ครั้นเสร็จภารกิจในการปราบปรามข้าศึกแล้ว ได้ยกทัพกลับคืนสู่พระนคร

 แต่ยังไม่ถึงเมือง พระราชเทวีก็เสด็จออกมาต้อนรับ และตรัสเล่าข่าวเรื่องการปรินิพพานของพระปัจเจกพุทธเจ้าให้พระองค์ได้ทรงทราบ 

 พระเจ้านันทราชทรงสดับเรื่องทั้งหมดแล้วก็ทรงสลดพระทัย ทรงดำริว่า “บัณฑิตผู้ประเสริฐถึงปานนี้ ยังถึงซึ่งความตาย แล้วเราจะพ้นจากความตายไปได้อย่างไร”

  ครั้นพระเจ้านันทราชทรงดำริเช่นนี้แล้ว ก็ไม่เสด็จเข้าพระนครอีก แต่ได้เสด็จเข้าสู่พระราชอุทยาน

 แล้วรับสั่งให้เรียกพระราชโอรสพระองค์โตมาเข้าเฝ้า จากนั้นได้ทรงมอบราชสมบัติให้พระราชโอรสองค์โตครองราชย์สืบต่อไป

 ส่วนพระองค์เองได้ทรงผนวชเป็นพระดาบส แล้วได้อาศัยอยู่ในพระราชอุทยานนั้น พระราชเทวีทรงระลึกถึงพระราชาที่ออกบวชแล้ว จึงได้ทรงอธิษฐานจิตออกบวชตาม

 พระดาบสและพระดาบสินี ทั้งสองพระองค์เมื่อครองเพศเป็นบรรพชิตแล้วได้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ตั้งใจปฏิบัติธรรม ไม่นานนักก็ได้บรรลุฌานสมาบัติ เมื่อละโลกแล้วได้ไปบังเกิดในพรหมโลก

 จากเรื่องนี้เราจะเห็นว่า ทรัพย์สมบัติที่เรามีอยู่นั้น นอกจากจะใช้เป็นเครื่องดำรงชีพของตน และครอบครัวแล้ว ถ้าจะให้บังเกิดประโยชน์สูงสูด ก็ต้องใช้สั่งสมบุญในทักขิไณยบุคคลผู้เป็นเนื้อนาบุญด้วย 

เรียบเรียงจากรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
มานพหนุ่มผู้ได้ผ้าทิพย์จากต้นกัลปพฤกษ์ ตอนที่ 1 คลิกที่นี่ 

Cr. http://www.dmc.tv/
มานพหนุ่มผู้ได้ผ้าทิพย์จากต้นกัลปพฤกษ์ ตอนที่ 2 มานพหนุ่มผู้ได้ผ้าทิพย์จากต้นกัลปพฤกษ์ ตอนที่ 2 Reviewed by Numjai Pimsuy on 01:34 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.