✍️ทำความสะอาดจิต.. อย่างละเอียดด้วยการเจริญภาวนา

🌟การถือศีลนั้นแม้ว่าจะเป็นการชำระจิต ให้สะอาดที่มากกว่าทานหลายเท่า !! 

แต่ก็ยังถือว่า เป็นการทำความสะอาดจิตอย่างอะเอียด ด้วยการเจริญภาวนา!

 ชำระจิตให้สะอาดด้วยข้อปฏิบัติทางกาย และวาจา ไม่ให้หลุดออกมา และทำให้ดูนิ่งเป็นปกติเท่านั้น.



 หากว่ากันในหลักวิทยาศาสตร์จิตวิทยา คือสามารถควบคุม และชำระจิตใจได้ในส่วนที่เป็นจิตรู้สำนึกและจิตก่อนสำนึก ส่วนที่เป็น “จิตใต้สำนึก” นั้น ศีลยังไม่อาจจะควบคุม หรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้เพียงพอ

🌟การเจริญภาวนาในแบบวิธีแห่งพุทธศาสนา เป็นการทำความสะอาดจิตอย่างละเอียด เป็นการซักฟอกจิตให้สะอาดจนถึงที่สุด คือ ให้จิตเบาบางไปจากสิ่งปรุงแต่ง (กิเลสทั้งหลาย)

 จนกระทั่งหมดไปในที่สุด เมื่อทำการซักฟอกจิตใจจนหมดกิเลสแล้ว มันก็ไม่มีอะไรปรุงแต่งอยู่ในจิตอีก จิตก็ว่างเปล่าไม่อาจจะนำไปก่อกรรมสร้างกรรมไม่ดีใดๆ คือ ไม่อาจจะสร้างเจ้ากรรมนายเวรได้อีกต่อไป

🌟ที่บอกว่า การเจริญภาวนาด้วยสมาธิ และเจริญปัญญานั้นจะเป็นการทำให้ เจ้ากรรมนายเวร พอใจได้สูงสุดนั้น แท้ที่จริงก็คือ คู่กรรมคู่เวรของเรานั้น มีอยู่อีกเป็นจำนวนมากมายมหาศาล นับไม่ถ้วน 

แม้เราจะสร้างบุญ ในทาน ในศีล ให้มากมายเพียงใด เท่าไหร่ก็ไม่พอแจกจ่ายให้เขาเหล่านั้น ได้รับบุญเอาไว้ทั้งหมด

🌟นอกจากนั้น ยังมีเจ้ากรรมนายเวรอีกจำนวนมาก ที่ไม่สามารถมารับบุญที่เราได้อุทิศไปให้ได้ เพราะตัวเขาเองยังต้องชดใช้กรรมอยู่ในภพภูมิอื่น ยังไม่ถึงเวลารับบุญนั้นไป

 กรรมของเรา ก็ยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมง่ายๆ เสียที ต้องติดค้างกันอยู่เรื่อยๆไป เหมือนกับเราเป็นหนี้ แล้วพยายามเอาเงินไปคืนเจ้าของบ้าน

 โดยที่ทุกอย่างมีความสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างตั้งแต่ เงินที่ได้มา เจตนาจะเอาให้คืน แต่พอไปถึงเจ้าหนี้กลับไปอยู่บ้านเสียอย่างนั้น

🌟การเจริญภาวนา เป็นการทำให้เราหลุดพ้น จากเงื่อนไขทั้งหลายของเจ้ากรรมนายเวรทั้งปวง เป็นทางไปสู่การนิพพาน

 เพราะเมื่อเราสามารถหลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว กรรมของคู่กรรมคู่เวร ก็ตามไปส่งผลให้ไม่ถึง เพราะไม่รู้จะส่งให้ใคร ไม่มีรูปนั้นเหลืออยู่อีกแล้ว

 จึงต้องยุติกรรมนั้นไปเสีย ยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมก็เช่น เราเป็นเจ้าหนี้ไปตามทวงลูกหนี้แต่ปรากฏว่า ลูกหนี้กลับตายเสียแล้ว แม้อยากจะตามไปทวงถึงไหนๆ ก็ไม่อาจจะไปตามเอาคืนได้อีก


🌈แล้วการเจริญภาวนาแบบใด ที่ทำให้หลุดพ้นจากคู่กรรมคู่เวร ?

การบำเพ็ญภาวนาที่ถูกวิธีนั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ การทำสมาธิ และ การเจริญปัญญา

🌟การทำสมาธิ คือ การกำหนดใจให้นิ่ง กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม ขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวก ก็คือเป็นสมาธิ เช่นการไหว้พระ สวดมนต์ จิตก็จะนิ่ง
อยู่ที่บทสวด หรือการนั่งสมาธิ จิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจ

 อย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นสมาธิ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการชำระจิต ให้สะอาดที่อยู่ในกมลสันดาน ของแต่ละคน

 เมื่อจิตอยู่นิ่งแล้วก็เกิดความง่ายที่จะทำให้สะอาดเพราะรู้ว่าจิตอยู่ตรงไหน จากนั้นจึงค่อยใช้ การเจริญปัญญา เป็นการซักฟอกให้สะอาดหมดจดในชั้นต่อไป

🌟การเจริญปัญญานั้น ต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่ง อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เพียงอารมณ์เดียว แน่นิ่งอยู่อย่างนั้น โดยไม่ได้นึกคิดอะไร

 แต่การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่น อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

🌟การเจริญปัญญาเป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรม และความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง), 

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้ว ไม่อาจทรงตัว ต้องเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลง ตามก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา  และสุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตน และไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน หรือเป็นของๆ ใครใดๆ ทั้งสิ้น (อนัตตา)

🌟เมื่อใดก็ตามที่เราพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่า ได้ทำการชำระจิต ให้หมดจด จนบริสุทธิ์ที่แท้เพราะจิตใจ สามารถยอมรับ สภาพความจริงทั้งหลาย และความเป็นไปทั้งหลาย ของโลกได้โดยดุษณี

🌟การเจริญภาวนานี้ได้ ก็ขอให้ฝึกนั่งสมาธิ อย่างน้อยๆวันละ 15 นาที เป็นการฝึกจิตใจให้นิ่ง 

อานิสงส์ที่ได้ ก็จะทำให้ได้สติปัญญาที่เฉลียวฉลาด และมีความสามารถปล่อยวาง จากทุกสิ่งได้ง่าย เข้าใจในความเป็นไป ของกรรม จิตใจจะรู้ วิธีการแก้ปัญหาต่างๆได้ โดยอัตโนมัติ

 เช่นเมื่อคู่กรรมคู่เวร ตามมาถึง เพื่อทวงคืนหนี้ ที่ได้ติดค้างไว้ ก็จะใช้ปัญญา ในการแก้ปัญหา ได้อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อชำระหนี้กรรมกันได้ เป็นที่เข้าใจ และรับรู้ต่อกันแล้ว ก็ทำการอโหสิกรรม ให้แก่กัน ก็ถือว่าหมดเวร หมดกรรมกันไป

🌟แต่ทว่าการเพียรสร้างบุญด้วยวิธีการทั้ง 3 ประการ ที่กล่าวมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะทำให้คู่กรรมคู่เวรทั้งหลาย ได้ยกโทษและอโหสิกรรม ให้กับเราได้ทั้งหมด ในทันที ต้องอาศัย หลักสำคัญอีก 3 ประการเป็นองค์ประกอบคือ

➡️1. มีความสม่ำเสมอในบุญ

🌟การทำบุญนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก กว่าทำบาป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหลือวิสัย จนไม่สามารถทำได้ 

 ในเมื่อคู่กรรมคู่เวรของเรา มีมากมายมหาศาล ทั้งในปัจจุบันชาติ และอดีตชาติ รวมไปถึงผู้ที่ยังรอ ให้เราส่งบุญไปให้อีก

 การกระทำบุญทั้ง 3 แบบ ทาน ศีล ภาวนา นั้นต้องมีความสม่ำเสมอ  เหมือนกับเวลาที่เราทำงานประจำของเรา

🌟คำว่างานประจำก็คือ ต้องทำอยู่ประจำทำทุกเมื่อเชื่อวัน จึงจะเกิดความชำนาญ บุญก็เช่นเดียวกัน ต้องมีความสม่ำเสมอ ในการสร้างบุญ

 บุญนั้นก็จะได้พอกพูนขึ้นมาเรื่อยๆ และเวลานำไปใช้ ก็จะมีความชำนาญ ในการใช้ ไม่ให้เสียไป โดยเปล่าประโยชน์เช่นกัน

➡️2. มีความมากพอในบุญ

 นอกจากมีความสม่ำเสมอแล้ว การทำบุญก็ต้องมีความมากพอ ที่จะนำบุญนั้น ไปอุทิศให้กับ เจ้ากรรมนายเวร ได้ให้มากที่สุด

 ผลของการรับบุญ ก็จะทำให้คู่กรรมคู่เวร อโหสิกรรมให้ได้มาก ตามบุญที่ได้แจกจ่ายออกไป

 เปรียบเทียบเหมือนเราตักน้ำใส่ตุ่มน้ำที่บ้าน เราต้องตื่นมาแต่เช้าและทำเป็นประจำเสมอ

 แต่ถ้าเราตักน้ำใส่เป็นประจำ เพียงแค่วันละขัน มันก็ยังน้อยเกินไป ไม่พอจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ถ้าจะให้มากพอ ให้มันเต็มตุ่ม ในแต่ละวันก็ต้องตักวันละหลายๆ ถัง

 บุญก็เช่นเดียวกัน ขอให้สร้างให้มากพอ ที่จะอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และเป็นเสบียงเหลือไว้ให้เราติดตัว เก็บไว้ใช้เวลาเดือดร้อนอีกด้วย

➡️3. มีความนานพอ

🌟อย่างที่กล่าวไว้ว่า คู่กรรมคู่เวร มีมากมายมหาศาล จะเอาน้ำที่เป็นบุญเพียงตุ่ม หรือสองตุ่ม ไปแบ่งไปแจกจ่ายให้เขากิน เพื่อคลายทุกข์คลายร้อน ดับกระหายเพียงแค่นั้น ยังไม่พอยังต้อง “สะสม” มันไปเรื่อย ๆ

 ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ กฎแห่งความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับ 3 ข้อนี้เท่านั้นทุกความสำเร็จจะต้องใช้เวลาสะสมในตัวของมันเอง เมื่อสร้างบุญได้สม่ำเสมอ, มากพอ, และนานพอ ก็จะทำให้บรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุดอันคือ พระนิพพานได้

🌈การบรรลุพระนิพพาน เป็นเหตุให้บุคคลสิ้นเวรสิ้นกรรม สิ้นบาปสิ้นบุญ หมดแล้วทุกอย่างในโลก 

เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าของเรา ได้บำเพ็ญเพียรสร้างบุญมากว่า 500 ชาติ และใน สิบชาติสุดท้าย ก็ได้บำเพ็ญสร้าง “มหาทศบารมี” จนในชาติสุดท้าย พระองค์ก็ตรัสรู้สิ้นเวรกรรมในโลกและหลุดพ้นไปในที่สุด

-----------------
Cr.ศูนย์อบรมเยาวชนเพชรบุรี
✍️ทำความสะอาดจิต.. อย่างละเอียดด้วยการเจริญภาวนา ✍️ทำความสะอาดจิต.. อย่างละเอียดด้วยการเจริญภาวนา Reviewed by Numjai Pimsuy on 21:41 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.