“มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก” เล็งศาสนาพุทธไว้ "ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีปรัชญาที่ลึกซึ้ง"!!+++

“มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก” เล็งศาสนาพุทธไว้หลังจากเป็นคนไม่มีศาสนามานาน!



เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของFacebook ได้เปิดเผยเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องศาสนา หลังจากที่เขาเขียนข้อความอวยพรวันคริสต์มาสลงในเฟสบุคของเขาเอง เมื่อวันหยุด 25 ธ.ค. ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นก็ได้มีผู้ใช้ได้ถามเข้ามาถึงจุดยืนทางศาสนาของเขาว่า “คุณไม่เชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เหรอ?” โดยเขาตอบว่าไม่ใช่ เขาไม่ได้เป็นผู้ไม่นับถือศาสนา หากแต่เขาได้รับการเลี้ยงดูจากชาวยิว ได้ผ่านช่วงเวลากับการตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ มามากมาย ซึ่งตอนนี้เขาเชื่อว่าศาสนาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก



โดยถ้าย้อนกับไปเมื่อปี 2015 เมื่อครั้งที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้เดินทางไปประเทศจีน เขาได้ไปสวดมนต์ขอพรพระพุทธรูปที่วัดในซีอาน ซึ่งเขาคิดว่าศาสนาพุทธว่าเป็นศาสนาที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีปรัชญาที่ลึกซึ้ง เขาเรียนรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนามาได้มาซักระยะนึงแล้ว และจะทำความเข้าใจในศาสนาพุทธนี้ให้มากขึ้น!

การปฏิบัติตนเบื้องต้นของชาวพุทธ
ท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้คนในสังคมมีความตึงเครียดมากขึ้น  คอลัมน์ ธรรมะพักใจ ขอแนะนำการปฏิบัติตนในเบื้องต้นของชาวพุทธ  ซึ่งควรมีการปฏิบัติตนให้เหมาะสม ดังนี้

1.การให้ทาน
2.การรักษาศีล
3.การศึกษาธรรมะ


การให้ทาน คือการสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่ผู้อื่นโดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุข ทานที่ได้ทำไปนั้น จะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด  มีองค์ประกอบ 3 ประการ  คือ

 - 1 “วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์” สิ่งของทรัพย์สมบัติที่ตนได้สละให้เป็นทาน จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ได้จะต้องเป็นสิ่งของที่ตนเองได้แสวงหา ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ในการประกอบอาชีพ

 - 2 “เจตนาในการสร้างทานต้องบริสุทธิ์” จุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภความตระหนี่เหนียวแน่น ความหวงแหนลงใหลในทรัพย์สมบัติของตน และเพื่อเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วย

- 3 “เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์” คำว่า “เนื้อนาบุญ” หมายถึง บุคคลผู้รับการทำทานนั้นเอง นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด แม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานข้อที่ 1 และข้อที่ 2 จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้ว  กล่าวคือวัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์  แต่ตัวผู้ที่ได้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญที่เลว ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผลเท่าที่ควร 


การถือศีล “ ศีล” นั้นแปลว่า “ปกติ” คือ สิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษากาย วาจา ใจ ไม่ให้ทำร้ายผู้ใดหรือสัตว์ใด  จนเกิดความลำบากเดือดร้อนหรือล้มตาย โดยรักษาตามเพศและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับคือ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 การถือศีลนี้เป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับกิเลสหยาบไม่ให้กำเริบขึ้น  

 และเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่สูงขึ้นกว่าการให้ทาน  ในเบื้องต้นโดยทั่วไป  เราควรมีศีล 5 ซึ่งเป็นคุณธรรมที่เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไป  ดังนั้นบุคคลที่ไม่มีศีล 5 ไม่เรียกว่ามนุษย์


* ศีลข้อที่ 1 ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
* ศีลข้อที่ 2 ไม่ฉ้อโกงลักขโมย
 * ศีลข้อที่ 3 ไม่ประพฤติผิดลูกเมีย-ผัว ผู้อื่น
 * ศีลข้อที่ 4 ไม่โกหกหลอกลวง
 * ศีลข้อที่ 5 ไม่เกี่ยวข้อกับสิ่งเสพติดของมึนเมาให้โทษ

การรักษาศีลทำได้ 2 วิธี คือ

1.การอธิษฐานศีล คือ การตั้งใจด้วยตัวเองว่าจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบรูณ์
2.การสมาทานศีล คือ การรับศีลจากพระภิกษุสงฆ์
การรักษาศีลควรเลือกปฏิบัติตามความหเมาะสม ในการดำเนินชีวิตในสังคม แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละจนกลายเป็นไม่เห็นความสำคัญของศีล เลย



การศึกษาธรรมะ
 ธรรมะที่องค์พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงนั้น   มีทั้งธรรมะในเบื้องต้น ธรรมะในระดับกลาง และธรรมะขั้นสูงสุด  ซึ่งการที่เราจะเข้าใจธรรมะขั้นใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง 

ธรรมะที่เป็นหลักใหญ่ในพระพทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 คือ ความจริง 4 ประการ 

* ทุกข์  ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ซึ่งมีเป็นธรรมดาของชีวิตและความเศร้าโคก  ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย  ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ  ซึ่งมีแก่จิตใจและร่างกายเป็นครั้งคราว   ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจ  ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ  มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น  ซึ่งก็คืออุปทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นเอง

* สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ความดิ้นรน ทะยานอยากของจิตใจ คือ ดิ้นรนทะยานอยาก เพื่อที่จะได้สิ่งปรารถนาอยากได้  ดิ้นรนทะยานอยากเพื่อจะเป็นอะไรต่างๆ ดิ้นรนทะยานอยากที่จะไม่เป็นภาวะที่ไม่ชอบต่างๆ


* นิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากดังกล่าว


* มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ ทางมีองค์ 8 คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ เพียรพยายามชอบ สติชอบ ตั้งใจชอบ


ธรรมะที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสแสดงไว้นั้น เป็นความจริงทุกประการ  แต่การที่เราจะเข้าใจได้ทั้งหมดนั้น  ไม่ใช่เรื่องง่าย การที่เราศึกษาธรรมะ  ก็เพื่อพัฒนาจิตใจของเราให้ดียิ่งขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจหลักธรรม ของพระองค์ได้จนกระทั่งเข้าสู่จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา นั่นก็คือ นิพพานนั่นเอง

ที่มา : จุลสารก๊าซไลน์
http://www.vcharkarn.com/varticle/39418
http://www.atimedesign.com/webdesign/zuckerberg-no-atheist/
“มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก” เล็งศาสนาพุทธไว้ "ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีปรัชญาที่ลึกซึ้ง"!!+++ “มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก” เล็งศาสนาพุทธไว้ "ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีปรัชญาที่ลึกซึ้ง"!!+++ Reviewed by Numjai Pimsuy on 22:19 Rating: 5

2 ความคิดเห็น:

  1. สาธุครับ มีชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงอีกมากมายที่นับถือพุทธเอามาลงเยอะๆนะครับ

    ตอบลบ
  2. อนุโมทนา สาาธุๆ ผู้มีปัญญย่อมมองเห็นทางสว่าง

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.